ฉันขอเป็นครูก่อนตาย ” เรื่องราวจริง ของพยาบาลสาว ที่อยากให้คุณได้อ่าน “

    0
    2797
    Advertisement
    loading...

    หากคุณชอบข่าวของ TAGHR ช่วยกด " ถูกใจ " ให้หน่อย

     

    ฉันขอเป็นครูก่อนตาย  ประมาณเดือนมีนาคมถึงเมษายน ของทุกปี ผมมักจะมีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับผู้คนสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่หกซึ่งกำลังจะจบการศึกษาไปเป็น “คุณหมอ” อย่างเต็มตัวเสียที ภายหลังจากที่ทุ่มเทกับการเรียนอย่างหนักจนแทบไม่มีโอกาสรื่นรมย์กับชีวิตอย่างเต็มที่ อีกกลุ่มหนึ่งคือพยาบาลที่เพิ่งจบการศึกษาและเปลี่ยนสภาพจากนักเรียนพยาบาลมาเป็น “พยาบาล” อย่างเต็มตัวเช่นกัน

    642

    ส่วนมากเรื่องหรือประเด็นที่นักศึกษาแพทย์จะมาพูดคุยกับผมก็คือ เรื่องของความวิตกกังวล ไม่รู้ว่าจะถูกจัดสรรให้ไปทำงานใช้ทุนที่จังหวัดไหนหรือโรงพยาบาลใด แต่เรื่องที่สำคัญกว่านั้นก็คือหลายคนทั้งวิตกกังวลและกลัวว่าจะรักษาผู้ป่วยไม่ได้หรือไม่ดี กลัวถูกฟ้องร้อง เนื่องจากยังไม่มั่นใจในความสามารถของตัวเองที่ได้ร่ำเรียนมาทั้งหกปีว่าจะเพียงพอหรือไม่โดยเฉพาะความสามารถที่เกี่ยวข้องกับทักษะและการตัดสินใจในการดูแลรักษาผู้ป่วย

    สำหรับพยาบาลที่จบใหม่ ส่วนมากผมมักจะไม่ได้เริ่มพูดคุยด้วยก่อน แต่มักจะถูกแนะนำตัวโดยตัวพยาบาลน้องใหม่เองหรือจากพยาบาลรุ่นพี่ที่ทำงานอยู่ก่อนแล้ว เรื่องที่พยาบาลจบใหม่เหล่านี้กังวลก็คือ กลัวจะให้การพยาบาลผู้ป่วยไม่ดี กลัวจะรับคำสั่งแพทย์ไม่รู้เรื่อง ยิ่งถ้าเป็นพยาบาลห้องผ่าตัดก็กลัวจะส่งเครื่องมือเวลาผ่าตัดไม่ทันใจหมอหรือไม่ถูกใจ

    643

    ส่วนมากผมก็จะปลอบใจว่า ให้ทำใจให้สบาย กาลเวลาที่ผ่านไป ประสบการณ์ที่มากขึ้นจะค่อยๆ ช่วยให้ความวิตกกังวลเหล่านี้ดีขึ้นเอง

    ผมมีโอกาสคุยกับคุณจิราภรณ์ เติมลาภ พยาบาลหอผู้ป่วยพระศรี 12/2 ได้รับฟังเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับการทำงานของเธอเมื่อครั้งยังเป็นพยาบาลจบใหม่

    เรื่องก็มีอยู่ว่า

    ภายหลังจบการศึกษาไม่นาน คุณจิราภรณ์ เติมลาภ ได้มีโอกาสดูแลผู้ป่วยชื่อ คุณป้าวัชรี สวยอารมณ์ ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญ เธอมาตรวจที่โรงพยาบาลศิริราชด้วยเรื่องคลำได้ก้อนในท้อง เมื่อ พ.ศ. 2546 ภายหลังการตรวจ เธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งรังไข่ และได้รับการผ่าตัดรักษาร่วมกับการได้รับยาเคมีบำบัดจนอาการหายดี จนเมื่อ พ.ศ. 2548 อาการของโรคกลับเป็นขึ้นมาใหม่และจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัดใหม่อีกครั้ง

    การให้ยาเคมีบำบัดจำเป็นต้องฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำ คุณป้าได้รับการฉีดยาอยู่หลายครั้งจนหลอดเลือดเริ่มแข็งและแทงเข็มเพื่อจะฉีดยายากขึ้น คุณจิราภรณ์ ขณะนั้นเป็นพยาบาลจบใหม่ เธอมีความกังวลใจว่าเธอจะแทงเข็มเพื่อฉีดยาให้กับคุณป้าวัชรี ไม่ได้ ทำให้เธอเครียดและกังวลไปสารพัด กลัวว่าผู้ป่วยจะเจ็บปวดจากการแทงเข็มของเธอ เนื่องจากเธอยังอ่อนประสบการณ์ค่อนข้างมาก แต่สิ่งที่ทำให้เธอมีความสุขและคลายความกังวลได้มากก็คือ การปลอบประโลมใจจากคุณป้าวัชรี คุณป้าบอกเธอว่า “หนูแทงเข็มเข้าไปที่แขนป้าเถอะ ไม่ต้องกลัวเจ็บ ป้ารู้ว่าหนูกลัวป้าจะเจ็บเพราหนูเพิ่งจะเริ่มเป็นพยาบาลเพียงไม่กี่วัน มันก็เหมือนตอนที่ป้าเริ่มทำงานราชการ ป้าก็เขียนเอกสารผิดๆพลาดๆ ประจำเหมือนกัน ถ้าหนูไม่กล้าที่จะแทงเข็มเข้าไป เมื่อไรหนูจะเป็นพยาบาลที่เก่งหล่ะ แทงเข้าไปเลย” นอกจากจะให้กำลังใจพยาบาลแล้ว คุณป้ายังให้กำลังใจผู้ป่วยที่ได้รับยาคมีบำบัดเช่นเดียวกันอีกหลายคนว่า ขอให้ทุกคนอดทน คุณป้ายังชักชวนผู้ป่วยคนอื่นอีกด้วยว่า นอกจากจะเป็นผู้ป่วยแล้ว เรามาเป็นครูด้วยกันเถอะ โดยการให้พยาบาลที่จบใหม่ได้มีโอกาสทำงานพยาบาลโดยเฉพาะการแทงเข็มเข้าหลอดเลือดได้อย่างมั่นใจ สำหรับตัวคุณป้าเอง คุณป้าได้บอกกับคุณจิราภรณ์ว่า “ป้าขอเป็นครูก่อนที่ป้าจะตาย ขอให้หนูเป็นนักเรียนที่เข้มแข็งด้วยนะ จะได้ช่วยดูแลผู้ป่วยแบบป้าได้อีกหลายร้อยหลายพันคน”

    คุณป้าวัชรีจากเธอไปนานประมาณ 6 ปีแล้ว แต่คำของคุณป้ายังก้องอยู่ในหูของคุณจิราภรณ์ทุกวันแม้จนกระทั้งวันนี้ เธอบอกกับผมว่า “หนูไม่คิดจะเปลี่ยนอาชีพอีกแล้ว หนูจะขอเป็นพยาบาลอย่างนี้แหละ มันจะก้าวหน้ามากน้อยแค่ไหนก็ช่างมัน แต่ทุกวันเวลาที่ได้เป็นพยาบาล หนูมีความก้าวหน้าในการเห็นคุณค่าของชีวิตผู้ป่วยที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของหนูเพิ่มขึ้นทุกวัน แค่นี้หนูก็มีความสุขแล้ว”

    ในสารพัดบทความที่เขียนเกี่ยวกับความเจ็บไข้ได้ป่วย ส่วนมากก็มักจะพยายามเขียนให้กำลังใจกับผู้ป่วย เพราะเห็นว่ากำลังมีความทุกข์ แต่จริงๆแล้ว คุณหมอและคุณพยาบาลน้องใหม่ทุกคนต่างก็มีความทุกข์และต้องการกำลังใจเช่นเดียวกัน

    644

    ผมมั่นใจว่าแพทย์และพยาบาลทุกคนถูกสอนให้จบออกไปเพื่อทำความดี แต่ด้วยสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปอาชีพแพทย์และพยาบาลกำลังถูกท้าทายจากสังคมในลักษณะที่ขาดความศรัทธา และซื้อได้ด้วยเงิน แต่ผมก็ยังมั่นใจอยู่จนถึงวันนี้ว่าแพทย์และพยาบาลที่รักการดูแลผู้ป่วยด้วยใจยังมีอีกท่วมแผ่นดิน ผมคิดว่า “หัวใจของคนเราไม่ใช่เพียงก้อนเนื้อที่เต้นได้เท่านั้นแต่ยังมีความรู้สึกและอารมณ์กำกับการเต้นอีกด้วย” หัวใจของหมอและพยาบาลก็ไม่ต่างกันครับ อย่าปล่อยให้หัวใจของพวกเขาเต้นแบบไร้ชีวิตเมื่อคิดจะดูแลรักษาผู้ป่วยเลย ผมขอร้องให้ผู้ป่วยทุกท่านช่วยดูแลหัวใจของพวกเขาด้วยนะครับ

    645

    646

    26 -

    หากคุณชอบข่าวของ TAGHR ช่วยกด " ถูกใจ " ให้หน่อย

     
    loading...

    ไม่มีความคิดเห็น

    ทิ้งคำตอบไว้